Monday, February 19, 2007

อาหารช่วยทำให้หน้าเด็ก น่ากิ๊นน น่ากิน


1.หยุดผมร่วง

รับประทานกล้วยซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน


2.ลดผิวมัน

รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน


3.หยุดการลอกของผิวหนัง

รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้


4.ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก

มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน


5.ชะลอผมหงอก

รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมี วิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย


6.ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี

รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษา คอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับ ผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน


7.ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ

วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ

พบดื่มน้ำชาวิเศษยิ่งเสียกว่าดื่มน้ำ เพราะมีสารต่อ ต้านอนุมูลอิสระ


ผลการศึกษารายงานในวารสารวิชาการ “โภชนศาสตร์คลินิก” ได้ปฏิเสธความเชื่อของคนทั่วไปว่าการดื่มชา ทำให้ร่างกายขาดน้ำ“น้ำชาไม่ เป็นโทษในเรื่องนี้ พอๆกับการดื่มน้ำ นอกจากนั้นมันยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิดอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสรรพคุณในเรื่องนี้อยู่ที่สารฟลาโวนอยด์ อันเป็นสารประกอบในชา นอกจากนั้นสารโพลีฟีนอล อันเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่ในอาหารและพืชหลายอย่าง รวมทั้งในชาด้วย ยังช่วยป้องกันรักษาเซลล์ ไม่ให้ถูกทำลายจนแตกตัวกลายเป็นมะเร็ง

ก่อนหน้านี้ ดร.คาร์รี รักซ์ตันนักโภชนาการสาธารณสุขกับคณะของคิง คอลเลจ ลอนดอน ก็ได้รายงานผลการศึกษาพบว่าการดื่มชาเป็นคุณต่อสุขภาพ โดยได้พบหลักฐานแน่ชัดว่า การดื่มชาวันละ 3-4 ถ้วย ป้องกันโรคหัวใจได้ และเคยมีการศึกษาบางเรื่องส่อว่า ยังอาจป้องกันมะเร็งอีกด้วย เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ยังไม่สู้ชัดเจน แต่ประโยชน์ของชาอย่างอื่นยังมีอีกว่า ช่วยป้องกันไม่ให้ฟันเกิดคราบ และป้องกันฟันผุกับช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง


ดร.รักซ์ตัน ถึงกับลงความเห็นว่า “ดื่มชาดีกว่าดื่มน้ำจริงๆ เพราะน้ำส่วนใหญ่เป็นเพียงเข้าไปชดเชยของเหลวในร่างกาย ในขณะที่ชานอกจากจะไปชดเชยเหมือนอย่างน้ำได้แล้ว ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในตัวอีกด้วย เท่ากับยิงนกทีเดียวได้สองตัว”.

ศึกอาหารต้านโรค

ว้อดก้าVS ไวน์ขาว
ทางเลือกเพื่อสุขภาพ คือ ไวน์ขาว ไวน์ 1 แก้ว หรือว้อดก้า 1 ชอต มีปริมาณแอลกอฮอลล์เหมือนกัน แต่ไวน์นั้นมีสารจากพืชที่เสริมด้านการป้องกันการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจ ทั้งไวน์แดงและขาวยังช่วยรักษาอาการจิตเสื่อม และช่วยฟื้นฟูสุขภาพปอดให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณฟลาโวนอยด์ และเฟรอลในไวน์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแอนตี้อ็อกซิแดนท์ แม้ว่าวอดก้า 1 จิกเกอร์ ซึ่งเท่ากับ 1 1/2 ออนซ์ และไวน์ 5 ออนซ์ จะให้พลังงานเท่ากัน แต่ถ้าคุณดื่มเหล้าโดยไม่ผสมเลยก็จะได้พลังงานมากกว่า 40 แคลอรี


แอปเปิ้ล VS กล้วย
ทางเลือกเพื่อสุขภาพ คือ แอปเปิ้ล แอปเปิ้ลมีสารอาหารเพื่อสุขภาพมากกว่า จริงๆ แล้ว สารอาหารมักจะพบบนเปลือกของแอปเปิ้ลซึ่งเป็นสารที่สามารถต่อสู้กับมะเร็งและสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ แต่สำหรับกล้วยคุณก็คงไม่ลังเลที่จะหยิบเข้าปากเหมือนกัน

ผลไม้ทั้งสองอย่างเป็นอาวุธที่ดีในการต่อสู้โรคภัย เพราะมีไฟเบอร์และวิตามินเอ มีโปแตสเซียมและโฟเลท แต่ถ้าเทียบกันชิ้นต่อชิ้นแล้วแอปเปิ้ลชนะ เพราะว่าแอปเปิ้ลให้พลังงานแค่ 50 แคลอรีจึงเป็นอาหารควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่ากล้วย

ไก่ VS เนื้อหมู
ทางเลือกเพื่อสุขภาพ คือ ไก่ อกไก่มีไขมันแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของเนื้อหมู จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่าเนื้อไก่จะมีวิตามินเอและไนอาซินที่ช่วยขจัดโรคอัลไซเมอร์

แต่หากคุณชอบรับประทานเนื้อหมู ก็เลือกเนื้อสันใน เพราะมีไขมันแค่ 4 กรัม ซึ่งเป็นเนื้อที่ไม่ติดมันมากที่สุด

ทูน่าVS แซลมอน
ทางเลือกเพื่อสุขภาพ คือ แซลมอน ทั้งสองอย่างเป็นแหล่งโอเมก้า 3 ที่ดี กรดไขมันที่ให้ประโยชน์ต่อสมองของคุณ ช่วยขจัดอาการอัลไซเมอร์และสภาวะจิตใจหดหู่ รวมถึงโรคหัวใจ

แต่ทูน่าให้พลังงานได้ไม่ดีเท่าแซลมอน ในผู้หญิงที่หนัก 59กรัม จะได้รับพลังงานและสารอาหารจากทูน่าแค่ 30 ออนซ์ ถ้าเทียบกับแซลมอนคือ 40 ออนซ์ และเมื่อเทียบต่อการเสิร์ฟแล้ว แซลมอนชนะทูน่าเพราะมีแคลเซียมสูงกว่าและได้รับแคลเซียมที่ดีเข้าสู่ร่างกายได้ทุกวัน

คุณสมบัติเหลือเชื่อของกาแฟ


เดิมเราอาจจะเข้าใจว่า สารต้านอนุมูลอิสระมีมากในผัก ผลไม้ แต่ใครจะรู้บ้างคะในเมล็ดกาแฟสดก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เช่นกันโดยมีชื่อเรียกว่า “กรดคลอโรจีนิก” ซึ่งสามารถสลายตัวด้วยความร้อนเช่นเดียวกับสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ “ฟลาโนวอยด์” ที่พบมากในผักและผลไม้ต่างๆ

“รศ.ดร.ชัยชาญ แสงดี” หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกมายืนยันว่า จาการศึกษาค้นคว้าวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ พบว่ากาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกทั้งยังมีมากว่าในชาเขียวที่เคยฮิตถึง 3เท่าทีเดียวค่ะ

“รศ.ดร.ชัยชาญ”กล่าวต่ออีกว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำ สามารถป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน ลดอัตราการเป็นอัลไซเมอร์ และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมีหลักฐานที่มากขึ้นว่าการดื่มกาแฟอาจจะป้องกันภาวะตับแข็งและโรคตับได้
แต่เมื่อการคั่วเมล็ดกาแฟ กรดคลอโรจีนิก อาจสลายตัวไปได้ แต่มิใช่การสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง เนื่องจากกรดคลอโรจีนิคจะรวมตัวกับคาร์โบไฮเดรตและกรดอะมิโนและโปรตีนในเมล็ดกาแฟระหว่างการคั่วให้เป็น “สารเมลานอยดิน”ซึ่งมีสีน้ำตาลอ่อน- น้ำตาลเข้ม ตามอุณหภูมิและระยะเวลาของการคั่วเมล็ดกาแฟ

ที่สำคัญยังพบอีกว่าหากคนเราดื่มกาแฟเป็นประจำจะทำให้ได้รับสารต้านอนูมูลอิสระอย่างเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายไม่เกิดความผิดปกติกับการออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ

แต่เนื่องจากมีการสูญเสีย “กรดคลอโรจีนิก”ส่วนหนึ่งไปในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ บริษัทเนสท์เล่(ไทย)จำกัด จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จชนิดใหม่ ซึ่งผลิตจาการผสมผสานเมล็ดกาแฟดิบ กับกาแฟคั่วเข้าด้วยกันค่ะ

วัตถุประสงค์ที่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น โดยยังคงกลิ่นหอมและรสของกาแฟดั้งเดิมไว้

แม้ว่าธรรมชาติจะเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์อายุสั้นลง แต่ทว่าธรรมชาติได้ทำให้คนเราได้ค้นพบความลับ ที่ทำให้สามารถยื้อเวลาและต่อลมหายใจให้อยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างยืนยาวนาน ไร้โรคภัยแถมยังสวยงามไร้ริ้วรอยอีกต่างหากค่ะ

อย่าลืมดื่มกาแฟ ทางเลือกใหม่ของสารต้านอนุมูลอิสระนะคะ

Sunday, February 18, 2007

มะรุม


มะรุม

" เป็นผักพื้นบ้านจากไม้ยืนต้นที่มีชื่อเรียกเหมือนกันในทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคอีสาน เพียงแต่เสียงจะเพี้ยนกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่นทางอีสานเรียกว่า "ผักอีฮุม" เป็นต้น น่าแปลกที่มะรุมเป็นผักที่ทุกภาคเอาไปทำแกงส้มกันอย่างเป็นเอกฉันท์ เพียงแต่เป็นแกงพื้นบ้านในแบบอย่างของแต่ละท้องถิ่น ถือว่าเป็นผักที่ทำแกงส้มอร่อยที่สุด ผู้เฒ่าผู้แก่จะกินมะรุมกันในช่วงต้นหนาว เพราะมะรุมจะออกพราวในยามนี้ ผักดกผลสมบูรณ์ รสชาติอร่อยแบบเต็มที่
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกในสวนครัวไทยมาแต่โบราณ กินได้ตลอดทั้งต้นเพราะกินยอดก็ได้ กินดอกก็ดี กินฝักอร่อยที่สุด ที่นิยมกินอย่างมากก็ฝักมะรุมนี่แหละ ลองปลูกมะรุมไว้ข้างบ้านก็ได้ เพราะมะรุมจะเป็นทั้งไม้ประดับและพืชผักสวนครัว
มะรุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lamk เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-4 เมตร แผ่กิ่งก้านโปร่ง ชอบแดดเต็มวัน เป็นไม้ผลัดใบ แตกกิ่งชูช่ออย่างสมบูรณ์ช่ววต้นฤดูฝน เริ่มออกดอกสีขาวฝอยคล้ายดอกมะขามในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว จากนั้นก็ทยอยตกฝักอ่อน ช่อหนึ่งมีฝักสับ 2-3 ฝัก ใช้เวลา 2-3 เดือนก็ตกฝักเปลือกสีเขียว เม็ดอ่อนกำลังกิน ฝักเป็นแท่งยาวเหมือนไม้ตีกลอง ตัวฝักมีลักษณะเป็นลอนๆ เราจะได้กินฝักมะรุมเพียงช่วงฤดูหนาวเท่านั้น
คนทั่วไปคุ้นเคยกับมะรุมเฉพาะที่เป็นฝักเพราะมีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาลของมะรุม ขายเป็นมัดหรือถุงสักครึ่งกิโลกรัม ราคาประมาณ 10 บาท เฉพาะคนที่ปลูกมะรุมไว้เป็นพืชผักสวนครัวเท่านั้น จึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ดอกมะรุมและฝักอ่อน ฝักมะรุมอ่อนนี้จะยาวสักฝ่ามือ เปลือกยังอ่อนเป็นสีเหลืองไม่เขียว แท่งกลมเล็ก ในฝักมะรุม 100 กรัม มีคุณค่าอาหารต่างๆ โดยเฉพาะแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามีซีที่มีอยู่สูง มะรุมต้องแกงส้มคู่กับปลาช่อน ด้วยช่วงฤดูกาลมะรุมเป็นช่วงเดียวกับข้าวใหม่ปลามันพอดี ปลาช่อนเนื้อหวานมัน เอามาแกงส้มมะรุมยิ่งเข้ากันนัก แม้แต่ทางใต้ก็นิยมเอามะรุมมาทำแกงส้มปลาช่อนเหมือนกัน แต่กรรมวิธีจะต่างไปจากของภาคกลาง แกงส้มปักษ์ใต้จะใส่ขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวปลา และเพิ่มสีสันของน้ำแกง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยการใส่ส้มแขกแทนน้ำมะขามอย่างของภาคกลาง ส่วนปลาช่อนจะหั่นแว่นชิ้นใหญ่ ไม่ได้แบ่งเนื้อปลามาโขลกกับเครื่องแกง ยอดอ่อน ช่อดอก นำมาลวกให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริกสารพัด หรือจะเอาไปใส่ในแกงส้มแบบเดียวกับฝักมะรุมก็ได้ คนอีสานเขาถือว่ามะรุมหรือผักอีฮุม เป็นผักจิ้มน้ำพริกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพอถึงหน้าของมันแล้วต้อมีขึ้นสำรับแทบทุกครั้ง จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่ว ล้วนแต่แซบอีหลีนักแล

เก๊กฮวย


วิธีทำดอกเก็กฮวยแห้ง

การทำดอกเก็กฮวยแห้ง ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากคือ เก็บดอกสดมาล้างน้ำเอาเศษดินและสิ่งสกปรกออก และเด็ดใบออกนำดอกที่ล้างแล้วใส่ในกระทะหรือหม้อ คั่วด้วยไฟอ่อนๆ จนมีสีเหลือเล็กน้อย จึงพรมเหล้าขาว และน้ำลงไป จากนั้นจึงนำไปตากแดดให้แห้ง เก็บไว้ในภาชนะแห้งสะอาดปิดให้มิดชิด ป้องกันแมลงและเชื้อรา


วิธีเตรียมน้ำเก็กฮวย

นำดอกเก็กฮวยแห้งมาล้างน้ำ ใส่ลงไปในหม้อต้มกับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เคี่ยวไฟอ่อนๆ 5 นาที เติมน้ำตาล ชิมรสหวานตามชอบ จะได้น้ำเก็กฮวยสีเหลืองอ่อนรสหวาน ดื่มได้ทั้งขณะร้อน หรือแช่เย็น ถ้าต้องการให้น้ำเก็กฮวยมีสีเหลืองน่าดื่มมากขึ้น อาจใส่ลูกพุดจีน นำไปต้น เมล็ดพุดจีนจะทำให้น้ำเก็กฮวยมีสีเหลืองเข้มขึ้น

สารเคมีที่สำคัญในดอกเก็กฮวย เก็กฮวย

จะประกอบด้วยสารเคมีสำคัญเช่น น้ำมันหอมระเหยะ Adenline Choine Stachydrine ซึ่งจะให้รสหวานขม มีฤทธิ์เป็นยาถอนพิษ ดับร้อน รักษาอาการปวดศีรษา เวียนศีรษะ ตาแดง แน่นหน้าอก อึดอัด ฝี หนอง


สรรพคุณทางยาของดอกเก็กฮวย

ดอกเก็กฮวยนอกจาก จะใช้แก้กระหายแล้ว ยังใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น อาการปวดเนื่องจาก เส้นเลือดหัวใจตีบตัน (Coronary heart disease) โดยใช้ดอกเก็กฮวย 300 กรัม แช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมาต้ม 2 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง ทิ้งให้ตกตะกอน แล้วเอาน้ำเก็กฮวยที่ได้ทั้งสองครั้งมาเคี่ยวรวมกันจนได้ปริมาณ 500 มิลลิลิตร ใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 25 มิลลิลิตร ดื่มติดต่อกัน 2 เดือน ซึ่งแพทย์จีนเคยนำมารักษากับผู้ป่วยโรคหัวใจแล้วได้ผลประมาณ 80% และยังทำให้ความดันเลือดลงลงอีกด้วย ดอกเก็กฮวย ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกเช่น แก้โรคโกโนเรีย ปวดศีรษะ เป็นยาเจริญอาหารช่วยระบบย่อย และการขับถ่ายในร่างกายให้ดีขึ้น เป็นยาขับลมในลำไส้ บำรุงประสาท และสายตา แก้โรคนิ่ว โรคเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง วัณโรค ใบและลำต้น ใช้เป็นยาทาภายนอกแก้แผลน้ำร้อนลวก และโรคผิวหนัง แก้อาการช้ำบวม เป็นต้น

รักษาชันนะตุและแผลบนหนังศีรษะด้วยมะกรูด


ชื่อ »มะกรูด


ชื่อพฤกษศาสตร์ »Citrus hystrixDC.


ชื่ออื่นๆ »มะขุน, มะขูด(ภาคเหนือ), ส้มกรูด, ส้มมั่วผี(ภาคใต้)


วิธีใช้ »

ใช้น้ำคั้นที่ได้จากผลมะกรูดหรือนำผลมะกรูดเผาไฟ ผ่าซีกบีบเอาน้ำและน้ำมันจากผิวมะกรูด ผสมน้ำ 1 เท่า ใช้สระผมแทนแชมพู แล้วล้างออก

นักวิทย์เมืองปลาดิบเชื่อ สารสกัดสาหร่ายอาจใช้ต้านเอดส์


เนื้อหา » บีบีซีนิวส์
– นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสารสกัดจากสาหร่ายที่ขึ้นในน่านน้ำของญี่ปุ่น จะนำมาทำเป็นยารักษาไข้หวัดบางประเภทได้ อีกทั้งยังเชื่ออีกว่าอาจจะสามารถพัฒนาไปใช้เป็นยาต้านโรคเอดส์และโรคอื่นๆได้อีกเช่นกัน จากการทดลองประสิทธิภาพของสาหร่ายทะเลในห้องทดลอง นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยซากะเชื่อว่าสารสกัดจากสาหร่ายบางชนิดที่ขึ้นอยู่ในทะเลชายฝั่งของญี่ปุ่นนั้น จะนำมาทำเป็นยารักษาไข้หวัดได้ดีกว่ายาตำรับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ทั่วไป นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ยังเชื่ออีกกว่าสารสกัดดังกล่าวอาจนำมาใช้เป็นยาต้านโรคเอดส์ได้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้สกัดเอาสารสกัดเอ็มซี 26 ออกจากสาหร่ายทะเลที่ขึ้นตามชายฝั่งน้ำตื้นของทะเลญี่ปุ่น แล้วนำสารสกัดดังกล่าวมาทดลองกับเซลส์ของสัตว์และปลาพบว่าสารสกัดดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อไวรัส อินฟลูเอ็นซ่าโดยให้ผลเท่ากับการทานยาอมาตาดีน ไฮโดรคลอไรด์ที่ใช้รักษาไข้หวัดทั่วไปถึงสามเท่า นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อร่างกายน้อยกว่ายาปกติอีกด้วย ผศ. ยูโตะ กาเมอิ ประจำสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเลและหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยในครั้งนี้ เปิดเผยว่า “ผลการทดลองในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เอ็มซี 26 ส่งผลกระทบต่อร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับยาอมานตาดีน” กาเมอิเชื่อว่าการค้นพบในครั้งนี้จะสามารถพัฒนาไปเป็นยาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรคไข้หวัดได้ และนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ยังวางแผนเพื่อพัฒนาสารสกัดจากสาหร่ายทะเลตัวนี้ ไปใช้ในการรักษาโรคเอดสด์รวมทั้งโรคอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้เขายังเชื่อว่าหากยาต้านโรคไข้หวัดนี้วางตลาดจะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยอื่นๆที่ได้ศึกษาประสิทธิภาพของสาหร่ายมาก่อนแล้ว โดยในปี 1998 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่าโปรตีนในสาหร่ายใช้รักษาโรคมะเร็งได้ และนักวิจัยชาวสหรัฐฯได้ค้นพบว่าเจลที่ทำจากสาหร่ายสีแดงชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามชายฝั่งโนวา สโกเทียและชายฝั่งประเทศชิลีสามารถใช้ป้องกันการติดต่อของโรคเอดส์ได้

แหล่งที่มา » ผู้จัดการ